พิพิธภัณฑ์ เอส-21 กัมพูชา

 พิพิธภัณฑ์ เอส-21 กัมพูชา

ตัวอาคารของ Tuol Sleng “ตุลเสล็ง” นั้น แล้วแท้จริงนั้นเป็นโรงเรียนมาก่อน แต่เมื่อมีการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเขมรแดงโรงเรียนแห่งนี้และสถาน ที่อื่นๆอีกหลายแห่งทั่วประเทศกัมพูชาจึงถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็น คุกจองจำฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มเขมรแดง รวมไปถึงปัญญาชนต่างๆ เพื่อนำมาสอบสวนอย่างทรมานและจบลงที่การฆ่าในที่สุด โดย TuolSleng”ตุลเสล็ง” นี้เป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีของผู้คนในนครพนมเปญในช่วงเวลานั้นว่าเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมา

 

ห้องสืบสวนทรมานนักโทษ และเตียงที่ใช้ในการทรมาน

 

นิทรรศการของคุกซึ่งกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันที่ชื่อว่าS-21 หรือที่ภาษาเขมรเรียกว่า Tuol Sleng ซึ่งมีความหมายว่า“ทุ่งซึ่งเป็นพื้นที่ของสิ่งไม่ดี” [ทุ่ง แสลง?] เรายืนกันอยู่ที่ลานด้านหน้าอาคารนิทรรศการส่วนสุดท้ายมองไปรอบๆลาน มองดูนักท่องเที่ยวที่มาจากหลากหลายประเทศ มีทั้งชาวเอเชียและฝรั่งแต่ส่วนใหญ่แล้วมีท่าทีซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ รู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน เช่นเดียวกันกับคณะเยี่ยมชมของเราที่มีเพื่อนชาวเขมรอยู่ด้วยเราเห็นแววตา อันเศร้าสร้อยและหน้าตาท่าทางที่ยากจะบรรยายของพวกเขา

 

 

การเยี่ยมชมคุก Tuol Sleng นั้นเป็นความรู้สึก “กลัว-เศร้าสร้อยที่ท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ”มัน ทำให้เกิดความนิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกและติดอยู่ในสำนึกเป็นเวลานานกว่าการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ใดๆ ที่เคยไปมา เราได้ประสบสิ่งใดที่ทำให้เรา มีรู้สึกซึ่งเป็นความรู้สึก“กลัว-เศร้าสร้อยที่อัดแน่นท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ” ทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ถ้าเป็นเราอยู่ตรงนั้นจะเป็นอย่างไร จะสยดสยองเพียงไร

 

ความรู้สึก “กลัว-เศร้าสร้อยที่อัดแน่นท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ”นี้เป็นความรู้สึกยากที่จะแบ่งแยกระหว่างความกลัว และ ความเศร้าสร้อย มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เราเกิด ความกลัวในความตาย,ความกลัวภูตผีวิญญาณแต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างถึงที่สุดเช่นเดียวกัน

อาคาร หลังนี้น่ากลัวและหดหู่กว่าอาคารหลังแรก มันมืด และอึมครึม ถ้าต้องเดินเข้าไปคนเดียวและล่ะก็คงไม่กล้าเดินเข้าไป

นี่คือรูปของพิพิธภัณฑ์ในปี 2554

 

1) ร่อยรอยต่างๆทีเกี่ยวข้องกับความตาย ไม่ว่าจะเป็นคราบเลือดที่เกรอะกรังไปทั่วทั้งที่พื้นผนัง เพดานของส่วนต่างของอาคาร,เครื่องมือในการทรมานที่ถูกวางตั้งไว้ในตำแหน่งเดิมเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่คุกนี้ได้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรก,ภาพ ขาวดำของผู้มากมายทั้งที่ตายโดยถูกทรมานเราได้เห็นเลือด เครื่องใน และ สภาพอันน่าเวทนาในการตายของผู้คน ภาพของผู้คนที่ฆ่าตัวตายอย่างหดหู่เพื่อต้องการหนีจากขุมนรกอันโหดร้ายในคุก ร่อง รอยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความตายนี้ทำให้เราได้คิดถึงความตายความเจ็บปวดของ การตาย ทำให้เกิดความรู้สึกกลัวความตาย ต้องการหนีไปจากมัน

คุก ขังรวม ทุกคนเคยถูกขังอยู่ที่นี่ ห้องเรียนถูกปรับเปลี่ยนอย่างหยาบๆเพื่อกลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทางการ เมือง นักศึกษา ปัญญาชน และใครก็ตามที่เห็นแย้ง

ภาพของนักโทษทุกคนที่ถูกขังและส่วนใหญ่เสียชีวิตที่นี่ ภาพถ่ายหน้าตรงจากการเก็บประวัติของพวกเขา

ภาพของนักโทษที่ฆ่าตัวตายเพื่อหนีความทรมาน พี่ไกด์เล่าว่าบางคนเอาเล็บจิกตัวเองแล้วให้เลือดไหลออกมาจนตาย เพื่อหนีออกไปจากที่นั้น

2) ร่องรอยของการเคยมีชีวิต ภาพถ่ายหน้าตรงของผู้คนนับหมื่นที่ถูกทำบันทึกประวัติและถูกนำไปฆ่าอย่าง ทารุณโหดเหี้ยมซึ่งภาพต่างๆเหล่านี้ทำให้เราได้คิดว่าคนต่างๆเหล่านี้ครั้ง หนึ่งก็เคยมีชีวิตอยู่เฉกเช่นเดียวกับตัวเราทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง ตัวเรากับพวกเขา และทำให้คิดได้ว่าเราก็สามารถเป็นหนึ่งในพวกเขาซึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมได้ เช่นเดียวกัน

ความกลัวภูติผีวิญญาณ ที่อาจสิงสถิตอยู่ในพื้นที่ซึ่งเราอาจประสบได้ทุกขณะในการเดินเยี่ยมชมด้วย

1) สภาพของห้องต่างๆที่ยังมีร่องรอยที่ทำให้สามารถนึกถึงกิจกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ว่าจะเป็นเตียงของการขังเดียวที่ถูกใช้ในการสอบสวนและทรมานนักโทษจนเสียชีวิต โซ่ตรวนที่ใช้ล่ามนักโทษที่อยู่ในห้องขังย่อยๆ สภาพ ของห้องขังย่อยซึ่งเกิดจากการนำอิฐมาก่อแบ่งห้องเรียนขนาดใหญ่ให้กลายเป็น ห้องขังรวมย่อยๆที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงขนาดของห้องที่อึดอัดและหวนนึกไปถึง ผู้คนซึ่งถูกจองจำในช่วงเวลานั้น ประหนึ่งว่ากิจกรรมอันโหดเหี้ยมนั้นยังคงดำเนินอยู่ ซึ่ง ความรู้สึกที่ว่ากิจกรรมต่างๆในคุกยังคงดำเนินไปอยู่นั้นทำให้ผู้คนที่เข้า ไปเยี่ยมชมหลายคนไม่กล้าเดินเข้าไปในห้องต่างๆแต่จะเพียงยืนอยู่ที่ปากประตู และมองเข้าไปจากภายนอกเท่านั้น

2) บรรยากาศความลึกลับวังเวงในคุกไม่ว่าจะเป็นความมืดในตัวอาคารที่เกิดจากความเป็นซอกหลืบ, โถงบันไดที่ถูกก่ออิฐล้อมมีช่องแสงเพียงประปราย,คราบ เลือดและคราบความเก่าของอาคารร่องรอยต่างๆเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า พื้นที่ต่างๆนั้นยังมีการใช้งานและยังมีการครอบครองพื้นที่อยู่ในขณะเดียว กันก็ทำให้รู้สึกถึงความวังเวงสิ่งที่อธิบายไม่ได้ไปพร้อมๆกัน

ความเศร้าสร้อย เป็นความรู้สึกต่อการกระทำที่โหดร้ายของมนุษย์ที่ได้กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน เป็นความรู้สึกอัดแน่นในสถานที่แห่งนั้นซึ่งทำให้เพื่อนชาวเขมรคนหนึ่งถึง กับทำได้แค่เพียงยืนมองอยู่ภายนอกอาคารและมองเข้ามาในอาคารด้วยแววตาอันเจ็บ ปวดเนื่องมาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรในช่วง นี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ร่วมสมัยเหล่าผู้คนเขมรหนึ่งในสามของประเทศได้เสีย ชีวิตไปเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของทุกผู้คนในเขมร เนื่องมาจากผู้คนที่ถูกเข่นฆ่าไปนั้นเป็นพ่อแม่เป็นญาติ เป็นผู้คนซึ่งลูกหลานชาวเขมรในปัจจุบันนี้ยังสามารถสืบสาวไปถึงยังระลึกถึง และ ยังรู้สึกกับความทารุณโหดร้ายของมัน ซึ่งประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ยังคงสอดแทรกตัวอยู่ในทุกอณูของ ความเป็นกัมพูชาไม่ว่าจะเดินทางไปในสถานที่ใดของเมือง ล้วนจะมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในช่วงนี้อยู่ทั้งสิ้นประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยังเป็น “เรื่องเล่าหลัก”เรื่องหนึ่งของกัมพูชา นอกเหนือไปจากประสาทหินที่วิจิตรซึ่งการได้รับรู้ประวัติศาสตร์การฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์นั้นทำให้เราได้มีการเชื่อมต่อประวัติศาสตร์เรื่องการฆ่าล้างเผ่า พันธุ์อันโหดร้ายทารุณเข้ากับคุกกลายเป็นเรื่องๆหนึ่งขึ้นมาในหัวและทำให้ เกิดความสะเทือนใจความรู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมา

 

ทั้งความกลัวและความเศร้าสร้อยนี้ทำให้คุก Tuol Sleng เกิดสภาวะ “ร่วมมิติเวลา”ซึ่ง เป็นสภาวะที่ผู้คนในปัจจุบันเดินเข้าไปในพื้นที่อดีตซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติ ศาสตร์โดยได้รับรู้ถึงร่องรอยต่างๆที่ทำให้รู้สึกการได้เข้าไป “อยู่” (BEING) ในพื้นที่นั้นการได้รับรู้ถึง ร่อยรอยต่างๆทีเกี่ยวข้องกับความตาย, ร่องรอยของการเคยมีชีวิต,สภาพของห้องต่างๆที่ยังมีร่องรอยที่ทำให้สามารถนึกถึงกิจกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต,บรรยากาศความลึกลับวังเวงในคุก และการรับรู้ประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นเรื่องเล่าหลัก การ ซ้อนทับของสิ่งเหล่านี้ในคุก (พิพิธภัณฑ์) ทำให้เราได้ประสบกับของความทารุณโหดร้ายของมนุษย์ที่เคยได้กระทำต่อกันใน สถานที่แห่งนี้ซึ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยท่วมท้นและ ความเวทนา ตามมาในที่สุด

http://www.flickr.com/photos/50651722@N03/sets/72157626706548153/

This post is also available in: อังกฤษ, ฝรั่งเศส