เมืองกาญจนบุรี

เมืองกาญจนบุรี

 

จังหวัดกาญจนบุรี มีลักษณะทางภูมิประเทศส่วนใหญ่จะเป็นป่า ซึ่งจะมีทั้งป่าดงดิบและป่าโปร่ง มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 19,473 ตารางกิโลเมตร มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 129 กิโลเมตร อยู่ในภาคกลางของประเทศไทย ห่งไกลจากความวุ่นวาย เงียบสงบ และมีบรรยากาศ ดี ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่สวยงาม และมีแม่น้ำที่สำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแควน้อย ไหลมาบรรจบกัน และเป็นแหล่งก่อเกิดอารยธรรม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่สำคัญและน่าสนใจ ของประเทศไทย เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือน้ำตกเอราวัณ ผู้คนในกาญจนบุรี ต่างก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี  และนั่งก็ช่วยให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสามารถเที่ยวและมีช่วงเวลาดีๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของประเทศไทย

ประวัติ

จังหวัดกาญจนบุรี มีประวัติ อันเก่าแก่ยาวนาน อันจะกล่าวดังต่อไปนี้ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่สมัยกำเนิดมีมนุษขึ้นในโลก จากสภาพภูมิศาสตร์มีภูเขา แม่น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่ามากมาย เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย เช่น เครื่องมือหินกะเทาะ ภาชนะดินเผา ภาพเขียนสีที่ผนังถ้ำ โลงศพ เป็นต้น  สมัยทวาราวดี เมื่ออินเดียได้เดินทางเข้ามาค้าขาย และเผยแพร่พุทธศาสนายังแคว้นสุวรรณภูมิ ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 พบหลักฐานศิลปะอินเดียสมัย คุปตะสมัยทวารวดี ตามลำน้ำแควน้อย แควใหญ่ และแม่กลอง พบหลักฐานทางโบราณสถานมากมาย เช่น ซากเจดีย์ วิหาร เสมาธรรมจักร พระพิมพ์ เป็นต้น สมัยอิทธิพลขอม จากหลักฐานทางเอกสารที่เก่าแก่ที่สุด ที่กล่าวถึงเมืองกาญจนบุรี คือ พงศาวดารเหนือ กล่าวว่า”กาญจนบุรีเป็นเมืองพญากง พระราชทานพระบิดาของพระยาพาน เป็นเมืองสำคัญของแคว้นอู่ทอง หรือสุวรรณภูมิ มีผู้สันนิษฐานว่าพญากงสน้างขึ้นราว พ.ศ.1350″ ต่อมาขอมได้แผ่อิธิพล นำเอาศาสนาพุทธมหายานเข้ามาประดิษฐานในเมืองกาญจนบุรี ปรากฏหลักฐาน คือปราสาทเมืองสิงห์ เมืองครุฑ เมืองกลอนโด จนอำนาจอิทธิพลขอมเสื่อมลงไป สมัยอยูธยาเป็นราชธานี ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองกาญจนบุรีปรากฎชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ต้องกลายมาเป็นเมืองหน้าด่าน ด้วยเหตุที่ว่ามีช่องทางเดินติดต่อกับพม่า คือด่านเจดีย์สามองค์ และด่านบ้องตี้ สมัยนั้นไทยทำสงครามกับพม่าถึง 24 ครั้ง และอยุธยาต้องเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี 2310 และต้องย้ายราชธานีใหม่ กรุงธนบุรีเป็นราชธานี กรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่จากการกู้เอกราชของพระเจ้ากรุงธนบุรี ในสมัยนี้เกิดสงครามกับพม่าถึง 10 ครั้ง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี เมื่อไทยย้ายราชธานี มาอยู่ที่กรุงเทพฯ เพียง 3 ปี ก็เกิดสงครามใหญ่ คือ สงคราม 9 ทัพ แต่ไทยสามารถยันกองทัพพม่าแตกพ่ายไปได้ ณ สมรภูมิรบเหนือทุ่งลาดหญ้า ต่อมาในปีพ.ศ.2374 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ได้สั่งให้ก่อสร้างกำแพงและป้อมปราการขึ้นเป็นถาวร

 

สถานที่ตั้ง

จังหวัดกาญจนบุรี มีทิศเหนือติดกับ สหภาพพม่า ทิศใต้ติดกับ จังหวัดราชบุรี และจังหวัดนครปฐม ส่วนทิศตะวันออกติดกับ จังหวัดสุพรรณบุรี และทิศตะวันตกติดกับ สหภาพพม่า จาก 76จังหวัดในประเทศไทย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นที่สามของประเทศไทย รองลงมาจาก  นครราชสีมา และเชียงใหม่ มีประชากรทั้งหมด ประมาณ 750,000 คน

สถานที่ท่องเที่ยว

กาญจนบุรี เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด มีกิจกรรมมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือก เช่น ปีนหน้าผา ล่องแพ ตีกอล์ฟ ขี่ช้าง และอื่นๆ สถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยม ในประเทศไทย

ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวของกาญจนบุรี :

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
จะพูดว่า แม่น้ำแควเป็นหัวใจของจังหวัดกาญจนบุรี เลยก็ว่าได้ นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาชมสะพานข้ามแม่น้ำแควที่มีชื่อเสียงของจังหวัด กาญจนบุรี และ ทางรถไฟสายมรณะ นักโทษจำนวนมากต้องเสียชีวิตลงในขณะที่มีการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้  และสุสานกาญจนบุรี เป็นหลุมฝังศพของนักโทษและทหารจำนวนมากในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

พิพิธภัณฑ์อักษะเชลยศึก หรือพิพิธภัณฑ์สงครามวัดใต้ สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2520 ในบริเวณวัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือวัดใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี ตัวอาคารสร้างเป็นกระท่อม เลียนแบบค่ายเชลยศึก สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่เก็บรวบรวมภาพวาด ภาพถ่าย แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือ เครื่องใช้ของทหาร เชลยศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น อาวุธสงคราม หมวก มีด ช้อน ส้อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเศษลูกระเบิดตกอยู่ตามที่ต่างๆ ระหว่างสงครามโลกแสดงไว้ในบริเวณรอบๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำกลอง ในบริเวณวัดไชยชุมพลชนะสงคราม(วัดใต้) อยู่ห่างจากสถานีขนส่งกาญจนบุรีเพียง 400 เมตร เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ค่าเข้าชมคนไทย 5 บาท ชาวต่างชาติ 25 บาท

 

This post is also available in: อังกฤษ